การสรรหา

หลักเกณฑ์การสรรหาและวิธีการคัดเลือก

ประกาศคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 5/2569

เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อ เป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย


ด้วยกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จะครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2570 และ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570 ตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ทำให้ตำแหน่งกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. จะว่างลง จำนวน 3 ด้าน ดังนี้ ด้านการบริหารจัดการองค์กร ว่างลง จำนวน 1 คน ด้านกิจการสื่อสารมวลชน ว่างลง จำนวน 2 คน และด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษาการคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ว่างลง จำนวน 1 คน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 18 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กำหนดว่า หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการสรรหา

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ประกอบกับมติคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ในการประชุมครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 บุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ตามประกาศนี้ ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญตามมาตรา 17 และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กรณีเป็นการเสนอชื่อบุคคลเพื่อขอรับการสรรหาจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ

ข้อ 2 ให้คณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการสรรหา” จัดให้มีการประกาศรับสมัครและการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการสรรหาเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางการออกอากาศ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ขององค์การ และสื่ออื่น ๆ ขององค์การ ที่ระบุสาระสำคัญและกำหนดระยะเวลาการรับสมัคร

ข้อ 3 คณะกรรมการสรรหาจะตรวจสอบความรู้หรือความเชี่ยวชาญตามมาตรา 17 คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อ โดยพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติจากเอกสารและหลักฐานตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา 17 และมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 และจะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตาม วัน เวลา ที่คณะกรรมการสรรหากำหนด

ข้อ 4 คณะกรรมการสรรหาจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครหรือผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อตามความเชี่ยวชาญในด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษาการคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ที่ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อระบุ โดยคำนึงถึงความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ตลอดจนผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อระบุไว้ในเอกสารว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์การ ตามที่กำหนดไว้มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 แล้วคัดเลือกรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจำนวนไม่น้อยกว่าสองเท่าของตำแหน่งที่จะต้องแต่งตั้ง ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้ที่เหมาะสมดังกล่าว

ข้อ 5 ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามข้อ 3 และข้อ 4 ต้องแสดงตนเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ โดยใช้การเรียงลำดับชื่อตามตัวอักษร ตาม วัน เวลา ที่คณะกรรมการสรรหาฯ กำหนด ณ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องดำเนินการ ดังนี้

(1)  แนะนำตนเอง พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในแต่ละด้าน แล้วแต่กรณี ดังนี้

             •   ด้านการบริหารจัดการองค์กร
•   ด้านกิจการสื่อสารมวลชน
•   ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

(2) แสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องนโยบาย เป้าหมาย และแนวทางการใช้อำนาจหน้าที่ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย สาธารณะ และประเทศชาติโดยรวม

(3) ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่ละคนใช้เวลาในการชี้แจง แสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามด้วยวาจาต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ได้ไม่เกิน 15 นาที โดยไม่อนุญาตให้ใช้สื่อ เอกสาร และอุปกรณ์อื่นใดประกอบการนำเสนอ ยกเว้นอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการในการสื่อสาร

(4) ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่ไม่มาแสดงตนเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ด้วยวาจาและ ตอบคำถามต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ในวัน เวลา และสถานที่ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ กำหนดให้ถือว่าผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อคนนั้นสละสิทธิ์การขอรับการเสนอชื่อเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

ข้อ 6 คณะกรรมการสรรหาจะคัดเลือกผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่ได้แสดงตนและวิสัยทัศน์ตามข้อ 5 ให้เหลือจำนวน 4 คนโดยวิธีลงคะแนน

ข้อ 7 การลงคะแนนเสียงตามข้อ 6 กรรมการสรรหาแต่ละคนออกเสียงได้ไม่เกินจำนวนตำแหน่งที่ต้องแต่งตั้ง และผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหา ทั้งคณะ

ข้อ 8 กรณีที่จำนวนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมีจำนวนไม่ครบตามตำแหน่งที่ต้องการ ให้นำรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกตามข้อ 6 เรียงตามลำดับคะแนนเสียงจากคะแนนสูงสุดลงไปเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนตำแหน่งที่ยังขาดอยู่ มาลงคะแนนตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ 6 และข้อ 7 จนกว่าจะได้จำนวนครบตามที่ต้องการ

ในกรณีผู้ได้รับการคัดเลือกมีคะแนนเสียงเท่ากันมากกว่าหนึ่งชื่อ เป็นเหตุให้เกินจำนวนที่ต้องการ คณะกรรมการสรรหาฯ จะนำรายชื่อผู้มีคะแนนเสียงเท่ากันทั้งหมดนั้นมาลงคะแนนโดยใช้วิธีการเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หากผลการลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในข้อ 7 ถึง 3 ครั้งต่อตำแหน่งที่ว่าง ให้ใช้วิธีการนับคะแนนเสียงข้างมากเป็นหลัก

ข้อ 9 เมื่อได้รายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกรายชื่อจากผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เหลืออยู่อีกครั้ง เพื่อให้ได้รายชื่อสำรองตามที่คณะกรรมการสรรหาเห็นสมควร

ในกรณีที่ผู้ได้รับการคัดเลือกสละสิทธิ์หลังสิ้นสุดกระบวนการสรรหาและก่อนมีการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้ง ให้คณะกรรมการสรรหานำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกสำรองตามลำดับที่ได้คัดเลือกไว้เสนอแทนได้ ทั้งนี้ การนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกสำรองมาใช้ ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้ได้รับการคัดเลือกสละสิทธิ์เท่านั้น

ข้อ 10ผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องยินยอมให้คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พร้อมหลักฐานแสดงการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยแบ่งเป็น

(1)  กรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ด้านการบริหารจัดการองค์กร จำนวน 1 คน

(2)  กรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ด้านกิจการสื่อสารมวลชน จำนวน 2 คน

(3)  กรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษาการคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม จำนวน 1 คน

ข้อ 11 กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัยและต้องมีมติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหาทั้งคณะ โดยคำวินิจฉัยและมติที่ประชุมของคณะกรรมการสรรหาให้ถือเป็นที่สุด


เอกสารเกี่ยวข้อง

  • ประกาศหลักเกณฑ์การสรรหาและวิธีการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็นกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ดาวน์โหลด)
  • พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ดาวน์โหลด)