หลักเกณฑ์การสรรหาและวิธีการคัดเลือก
ประกาศคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 1/2569
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อ เป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
ด้วยกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษาการคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม จำนวน 1 คน ลาออกจากการดำรงตำแหน่งก่อนครบวาระ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 ตามมาตรา 24 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กำหนดว่า กรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยพ้นจากตำแหน่งเมื่อลาออก ให้ดำเนินการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งแทน เว้นแต่ผู้นั้นมีวาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน และให้นำมาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยผู้ซึ่งตนแทน และมาตรา 18 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กำหนดว่า หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการสรรหา
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ประกอบกับมติคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 บุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ตามประกาศนี้ ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญตามมาตรา 17 และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กรณีเป็นการเสนอชื่อบุคคลเพื่อ ขอรับการสรรหาจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ
ข้อ 2 คณะกรรมการสรรหาฯ จัดให้มีการประกาศรับสมัครและการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการสรรหาเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางการออกอากาศ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ขององค์การ และสื่ออื่น ๆ ขององค์การ ที่ระบุสาระสำคัญและกำหนดระยะเวลาการรับสมัคร
ข้อ 3 คณะกรรมการสรรหาฯ จะตรวจสอบความรู้หรือความเชี่ยวชาญตามมาตรา ๑๗ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อ โดยพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติจากเอกสารและหลักฐานตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา 17 และมาตรา ๑9 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 และจะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตาม วัน เวลา ที่คณะกรรมการสรรหาฯ กำหนด
ข้อ 4 คณะกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครหรือผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ตามความเชี่ยวชาญในด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษาการคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ที่ผู้สมัครหรือ ผู้ได้รับการเสนอชื่อระบุ โดยคำนึงถึงความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ตลอดจนผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อระบุไว้ในเอกสารว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์การตามที่กำหนดไว้มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 แล้วคัดเลือกรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจำนวนไม่น้อยกว่าสองเท่าของตำแหน่งที่จะต้องแต่งตั้ง ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้ที่เหมาะสมดังกล่าว
ข้อ 5 ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามข้อ 3 และข้อ 4 ต้องแสดงตนเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ โดยใช้การเรียงลำดับชื่อตามตัวอักษร ตาม วัน เวลา ที่คณะกรรมการสรรหาฯ กำหนด ณ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องดำเนินการ ดังนี้
(1) แนะนำตนเอง พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม แล้วแต่กรณี
(2) แสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องนโยบาย เป้าหมาย และแนวทางการใช้อำนาจหน้าที่ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย สาธารณะ และประเทศชาติโดยรวม
(3) ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่ละคนใช้เวลาในการชี้แจง แสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามด้วยวาจาต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ได้ไม่เกิน 15 นาที โดยไม่อนุญาตให้ใช้สื่อ เอกสาร และอุปกรณ์อื่นใดประกอบการนำเสนอ ยกเว้นอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการในการสื่อสาร
(4) ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่ไม่มาแสดงตนเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ด้วยวาจาและ ตอบคำถามต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ในวัน เวลา และสถานที่ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ กำหนดให้ถือว่าผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อคนนั้นสละสิทธิ์การขอรับการเสนอชื่อเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
ข้อ 6 คณะกรรมการสรรหาฯ จะคัดเลือกผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่ได้แสดงตนและวิสัยทัศน์ตามข้อ 5 ให้เหลือหนึ่งคนโดยวิธีลงคะแนน
ข้อ 7 การลงคะแนนเสียงตามข้อ 6 กรรมการสรรหาแต่ละคนออกเสียงได้ไม่เกินจำนวนตำแหน่ง ที่ต้องแต่งตั้ง และผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้งคณะ
ข้อ 8 กรณีที่จำนวนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมีจำนวนไม่ครบตามตำแหน่งที่ต้องการ ให้นำรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกตามข้อ 6 เรียงตามลำดับคะแนนเสียงจากคะแนนสูงสุดลงไปเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนตำแหน่ง ที่ยังขาดอยู่ มาลงคะแนนตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ 6 และข้อ 7 จนกว่าจะได้จำนวนครบตามที่ต้องการ
ในกรณีผู้ได้รับการคัดเลือกมีคะแนนเสียงเท่ากันมากกว่าหนึ่งชื่อ เป็นเหตุให้เกินจำนวนที่ต้องการ คณะกรรมการสรรหาฯ จะนำรายชื่อผู้มีคะแนนเสียงเท่ากันทั้งหมดนั้นมาลงคะแนนโดยใช้วิธีการเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หากผลการลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในข้อ 7 ถึง 3 ครั้งต่อตำแหน่งที่ว่าง ให้ใช้วิธีการนับคะแนนเสียงข้างมากเป็นหลัก
ข้อ 9 เมื่อได้รายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาฯ คัดเลือกรายชื่อจากผู้สมัครหรือ ผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เหลืออยู่อีกครั้ง เพื่อให้ได้รายชื่อสำรองเท่าจำนวนของที่ต้องสรรหา
ในกรณีที่ผู้ได้รับการคัดเลือกสละสิทธิ์หลังสิ้นสุดกระบวนการสรรหา ให้คณะกรรมการ สรรหาฯ นำรายชื่อสำรองตามลำดับที่ได้คัดเลือกไว้เสนอแทนได้
ข้อ 10 ผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องยินยอมให้คณะกรรมการสรรหาฯ เสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พร้อมหลักฐานแสดงการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อทดแทนกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ที่ลาออกจำนวน 1 คน ให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและ แพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยผู้ซึ่งตนแทน (ครบวาระวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570)
ข้อ 11กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาฯ เป็นผู้วินิจฉัยและต้องมีมติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้งคณะ โดยคำวินิจฉัยและมติที่ประชุมของคณะกรรมการสรรหาฯ ให้ถือเป็นที่สุด
เอกสารเกี่ยวข้อง
- ประกาศหลักเกณฑ์การสรรหาและวิธีการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็นกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ดาวน์โหลด)
- พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ดาวน์โหลด)